รัชกาลที่ 6

  • ชื่อ
    พ.ศ.2455 การจัดตั้งบริษัทไทย
    รายละเอียด :
    เท่าที่มีบันทึกพบว่าการดำเนินงานอย่างจริงจังในการก่อตั้งกิจการซีเมนต์ เริ่มต้นในช่วงกลางปี พ.ศ.2455 โดยเจ้าพระยายมราช ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล บริหารงานเขตพระนคร มีบทบาทในการบริหารงานก่อสร้างพระราชวัง สถานที่สำคัญทางราชการ ในช่วงระยะนั้นหลายแห่ง รวมถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม โรงไฟฟ้าสามเสน(พระนครเหนือ)ได้ขอ.ให้ Mr.E.G. Gollo หัวหน้าวิศวกรกรมโยธาธิการ ซึ่งเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านที่ยุโรป ศึกษาเรื่องการสร้างโรงงานซีเมนต์ พร้อมส่งตัวอย่างดินสามแห่งจากประเทศไทย (ดินสอพองจากช่องแค ดินเหนียวจากบางซื่อและบางบัวทอง)ไปทดลองผสมปูนซีเมนต์ จากนั้นไปเดนมาร์กเพื่อหาข้อมูลเรื่องเครื่องจักร แล้วนำรายงานผลการทดลองกับตัวอย่างซีเมนต์กลับมาประเทศไทยในเดือนมกราคม พ.ศ.2456 ได้ผลว่าดินจากไทยสามารถผลิตปูนซีเมนต์ได้

    เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมปีเดียวกัน เจ้าพระยายมราชทำหนังสือกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 6 ขอพระราชทานราชานุญาตตั้งบริษัท พร้อมร่างสัญญาข้อบังคับบริษัทและขอให้
    ผู้แทนพระคลังข้างที่มาปรึกษาหารือในเรื่องหุ้นส่วน ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเองที่รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชหัตถ์เลขาตอบในทันทีว่า "อนุญาตให้เป็นอันใช้ได้"

    นอกจากนี้ในจดหมายของเจ้าพระยายมราชมีสาระที่น่าสนใจประการหนึ่ง เสนอให้ชาวต่างประเทศถือหุ้นบริษัทด้วย 25% ทั้งนี้ต้องการอาศัยความรู้ความชำนาญในการดำเนินธุรกิจ การติดต่อต่างประเทศ ซึ่งหาคนไทยมีคุณสมบัติเช่นนั้นยาก พร้อมกันนี้ได้เสนอให้ชาวต่างประเทศมาถือหุ้นและคิดว่าจะมาเป็นผู้บริหารด้วย โดยเป็น Commander W.L. Grut ชาวเดนมาร์ก ผู้จัดการบริษัทไฟฟ้าในขณะนั้น

    ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน พระยาศุภกรณ์บรรณสาร อธิบดีกรมพระคลังข้างที่ ทำหนังสือทูลรายงาน ในเรื่องการหุ้นส่วนของบริษัท (ตอนเริ่มแรกใช้ชื่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัดสินใช้)โดยพระคลังข้างที่มีหุ้นส่วนจำนวน 55% ของทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท (เป็นเงิน 550,000 บาท)โดยขอพระราชทานพระราชหัตถ์เลขาพระราชทานพระบรมราชานุญาตเงินพระคลังข้างที่ รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชหัตถ์เลขาประทานราชานุญาตเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม หรืออีกประมาณ 1 เดือนถัดมา

    การประชุมบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ครั้งแรกได้จัดขึ้นที่สำนักงานของ The Siam Observer

    (หนังสือพิมพ์รายวันของพระยาอรรถการประสิทธิ์)ในวันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2456 ประธานที่ประชุม คือ พระยาอรรถการประสิทธิ์ โดยมีกรรมการผู้เข้าร่วมประชุมอีก 2 ท่าน คือ พระยาบริบูรณ์ราชสมบัติ และ Mr.E.G. Gollo โดยมีวาระในการประชุมครั้งแรก เรื่อง การติดต่อกับหน่วยราชการ ความก้าวหน้าในการเจรจาทำสัญญาซื้อเชื้อเพลิงเหลว  การระบุผู้มีอำนาจเซ็นเช็คในบริษัท การเรียกชำระเงินตามสัดส่วนการถือหุ้นเป็นครั้งแรกและการกำหนดวิธีการติดต่อทางโทรเลข

    ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ยืนยันการจ่ายเงินลงหุ้นครั้งแรกของ Commander W.L.Grut  จำนวน 25%   (โดยจ่ายหุ้นแรก 15%)  เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน   พ.ศ.2456     ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2456 กรมพระคลังข้างที่ได้จ่ายเงินลงหุ้นครั้งแรกไป (ตามจดหมายกราบบังคมทูลของกรมพระคลังข้างที่ ลงวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2456)


    ประวัติบุคคลสำคัญในเนื้อหา

    1. Emilio Giovanni Eugenio Gollo
    2. William Lennart Grut
    3. เจ้าพระยายมราช
    4. พระบริบูรณ์ราชสมบัติ  
    ป้ายคำค้น :
    Gollo , การจัดตั้งกิจการ , พระยายมราช , รัชกาลที่ 6 , บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัดสินใช้ , พ.ศ.2455
  • ชื่อ
    พ.ศ.2456 โรงงานบางซื่อ : ทำเลและการก่อสร้าง
    รายละเอียด :
    หนังสือกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 6 ของเจ้าพระยายมราช ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2456 ระบุถึงความพร้อมต่าง ๆ ในการตั้งโรงงานไว้ว่า

    “เป็นโชคดีของบริษัทนี้เฉพาะบุตรจีนล่ำซำขัดเงิน บอกขายที่ริมน้ำบางซื่อ อันนับว่าเหมาะที่สุด สำหรับการตั้งโรงงานซีเมนต์จะหาที่อื่นที่เหมาะเช่นนั้นไม่ได้ หลวงสวัสดิ์เวียงไชยได้ซื้อไว้แล้วเป็นเงิน 12,000 บาท เมื่อบริษัทตั้งขึ้นแล้วก็จะได้โอนไปเป็นของบริษัท ตกลงว่าการทั้งปวง พร้อมหมดทุกอย่างแล้ว ยังแต่จะขออนุญาตที่ ๆ ช่องแค ซึ่งหลวงสวัสดิ์กับมิสเตอร์โกโลขึ้นไปตรวจแล้วเป็นที่ว่างเปล่าไม่มีเจ้าของกับจะต้องพูดกับกรมรถไฟเรื่องจะทำทางเข้ามาโรงงานซีเมนต์เท่านั้น”

    แต่ความจริงต่อมา เนื่องจากไม่สามารถตกลงกับการรถไฟ (ตอนนั้นใช้ชื่อกรมรถไฟ) ในการสร้างทาง 2.4 กิโลเมตร จากสถานีบางซื่อไปยังโรงงานที่คาดว่าจะตั้งที่บางโพได้ จึงจำเป็นต้องแสวงหาที่ตั้งใหม่ใกล้ทางรถไฟ ซึ่งจำเป็นจะต้องการความสะดวกในการขนส่งวัตถุดิบมาป้อนโรงงาน

    คณะกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทยทำหนังสือถึงเจ้าพระยาวงษานุประพัฒน์ เสนาบดีกระทรวงคมนาคม ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2456 ขอให้การรถไฟออกเงินครึ่งหนึ่งในการสร้างทางไปยังโรงงาน โดยให้เหตุผลว่าการรถไฟจะได้ค่าระวางในการขนวัตถุดิบจากบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ปีละประมาณ 50,000 - 60,000 บาท ขณะเดียวกับการก่อสร้างทางรถไฟจากบางซื่อถึงบางโพระยะทาง 2.4 กิโลเมตร อยู่ในวงเงินประมาณ 80,000 บาท โดยการรถไฟต้องลงทุนด้วย 40,000 บาท ต่อมา วันที่ 5 สิงหาคม ปีเดียวกับการรถไฟทำหนังสือตอบมา โดยไม่ยอมรับเงื่อนไขที่จะออกเงินลงทุนครึ่งหนึ่ง

    การเจรจาต่อรองกับการรถไฟดำเนินไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งกินเวลาไปพอสมควร     ในช่วงที่ต้องการให้แผนการต่าง ๆ สอดคล้องกับการมาของเครื่องจักรจากเดนมาร์ก

    ในหนังสือปูนซิเมนต์ไทยปี พ.ศ.2500 ซึ่งเรียบเรียงโดยทีมงานผู้บริหารเดนมาร์กยุคต่อมา เขียนประวัติศาสตร์ในตอนนี้ไว้ว่า "งบการลงทุนสร้างรถไฟสายนี้ที่การรถไฟจะคิดกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ฝ่ายเดียวนั้นเป็นต้นทุนสูงจนบริษัทไม่สามารถแบกรับได้" แผนการหาที่ตั้งโรงงานดำเนินไป โดยคณะกรรมการได้ประชุมหารือและตกลงใจปรับแผนในอีก 6 เดือน ซึ่งดำเนินการอย่างรวดเร็วในเดือนมกราคม พ.ศ.2457 (รายงานการประชุมครั้งที่ 11) และจากนั้นอีกเพียงหนึ่งเดือนก็สามารถหาที่ตั้งใหม่ (รายงานการประชุมครั้งที่ 12 วันที 16 กุมภาพันธ์) เป็นที่ดินผืนใหม่อยู่ติดกับสถานีรถไฟบางซื่อและคลองเปรมประชากร โดยมีเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา) เป็นเจ้าของ มีเนื้อที่ 100 ไร่เศษ (40,577 ตารางวา) โดยมีการตกลงแลกเปลี่ยนกับที่ดินเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นการบริหารการก่อสร้างโรงงานดำเนินอย่างมีระบบและเร่งรีบ

    มีนาคม ตกลงว่าจ้าง Mah Neck และ W Rim Ting รับเหมาถมดินและปรับพื้นที่โรงงาน

    เมษายน ตัดสินใจเลือกบริษัท United Engineers เป็นบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานก่อตั้งโดยชาวอังกฤษ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์

    พฤษภาคม Oscar Schultz เดินทางมาถึงเมืองไทย เบื้องต้นรับหน้าที่ประสานงานกับ F.L.Smidth ที่ว่าด้วยแบบแปลนโรงงาน ดูแลการสร้างโรงงาน และการเตรียมติดตั้งเครื่องจักร

    ตุลาคม เครื่องจักรล็อตสุดท้ายเดินทางมาถึงเมืองไทย พร้อม ๆ กับโรงงานสร้างเสร็จ การติดตั้งและทดลองเครื่องใช้เวลาประมาณ 5 เดือน

    พฤษภาคม พ.ศ.2458 เริ่มเดินเครื่องจักรผลิตปูนซีเมนต์ครั้งแรก  
    ป้ายคำค้น :
    รัชกาลที่ 6 , เจ้าพระยายมราช , โรงงานบางซื่อ , การรถไฟ , เจ้าพระยาวงษานุประพัฒน์ , พ.ศ.2458
  • ชื่อ
    พ.ศ.2453 สังคมสมัยใหม่
    รายละเอียด :
    ในช่วงรัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ สภาพเมืองไทย ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการคมนาคมทางน้ำเป็นหลัก กลายเป็นใช้การคมนาคมทางบกเป็นหลักทั้งทางถนนและทางรถไฟ จำนวนนักเรียนไปศึกษาต่างประเทศ เฉพาะในอังกฤษมีถึง 2,000 คน ในกรุงเทพฯ เริ่มต้นของชุมชนเมืองที่มีวิถีชีวิตสมัยใหม่แบบตะวันตก  
    ป้ายคำค้น :
    รัชกาลที่ 6 , 2453 , สังคมสมัยใหม่